มุมมองการแพทย์ไทยและแพทย์แผนปัจจุบันกับการดูแลแม่และเด็ก

การแพทย์เป็นศาสตร์ของวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประกอบไปด้วยศาสตร์หลายแขนงในการดูแลสุขภาพและเยียวยารักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย [1]

การแพทย์แผนไทย (Thai traditional medicine) เพื่อการดูแลคุณแม่และเด็กมีการพัฒนาสืบต่อมาแต่โบราณ โดยการอาศัยเทคนิคความรู้และสมุนไพรที่หาได้ในยุคนั้นเป็นหลัก [2]

ส่วนการแพทย์สมัยใหม่โดยแพทย์จากสังคมตะวันตกซึ่งเริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2212 ได้พัฒนามาเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน (conventional medicine) ที่ให้การรักษาทางยา การผ่าตัด รังสีรักษา และวิชาแพทย์สาขาต่างๆ เป็นต้น [3]

เคยสงสัยไหมว่าการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบันมีมุมมองอย่างไรในการดูคุณแม่และเด็ก และสามารถผสมผสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้นได้หรอไม่ เราได้นำส่วนหนึ่งจากจากวารสารวิชาการ [2] เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าใจได้โดยง่าย ดังนี้

การแพทย์แผนไทย

  •  ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพ การเจ็บป่วยมาจากมูลเหตุแห่งธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน
  • หลักการสร้างเสริมสุขภาพมารดาและเด็ก การรักษาเป็นการแพทย์แบบองค์รวม โดยพิจารณามิติของร่างกายธาตุของคน จิตใจ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและครอบครัว การออกกำลังกายนั้นทำได้โดยการบริหารร่างกาย ซึ่งเน้นท่าฤาษีดัดตน
  • การดูแลสุขภาพของมารดาและเด็กใช้ความรู้ที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ของคนรุ่นหนึ่งถ่ายทอดสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง อนึ่งการแพทย์แผนไทยแบบดั้งเดิมนั้นใช้เวทย์มนต์ในการรักษาด้วย
  • มีข้อดีคือมีผลข้างเคียงน้อยเพราะใช้วัสดุ สมุนไพรในท้องถิ่นที่ผ่านการทดสอบด้วยประสบการณ์ของผู้ใช้แล้วถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
  • ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูทารกด้วยน้ำนมมารดา
  • ต้นทุนต่ำเพราะใช้วัสดุ สมุนไพรที่มีในท้องถิ่น
  • มีข้อจำกัดคือโรคบางชนิดไม่สามารถรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ต้องใช้การแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น โรคที่ต้องผ่าตัด โรคที่เกิดจากอุบัติเหตุ ฯลฯ

การแพทย์แผนปัจจบัน

  • ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพ การเจ็บป่วยมี 3 องค์ประกอบหลักคือ องค์ประกอบด้านปัจเจกบุคคล สภาวะแวดล้อม และระบบสาธารณสุข
  • หลักการสร้างเสริมสุขภาพของมารดาและเด็ก การรักษา การวินิจฉัยเน้นการรักษาระบบอวัยวะตามศาสตร์ที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้วและให้ความสำคัญกับการบริหารร่างกาย การออกกำลังกาย
  • การดูแลสุขภาพของมารดาและเด็กใช้วิธีการอุปกรณ์ การวินิจฉัย ยาที่ผ่านการศึกษาวิจัยตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว
  • มีเครื่องมือ มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากเพราะมีการศึกษา วิจัย คิดค้นทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าอยู่เสมอ แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดก็เกิดผลข้างเคียงได้มากเช่นกัน
  • ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูทารกด้วยน้ำนมมารดา
  • การรักษาโดยมากใช้ต้นทุนสูงกว่าการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยเพราะต้องศึกษา วิจัย ประดิษฐ์เครื่องมือตามหลักการทางวิทยาศาสตร์
  • ยังมีโรคบางโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้หรือรักษาไม่หาย เช่น มะเร็ง อาการไม่สมดุลในร่างกาย โรคจากภูมิคุ้มกันต่างๆ ที่ต้องอาศัยอาหารหรือสมุนไพรรักษา

จะเห็นได้ว่าทั้งศาสตร์การแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบันแตกต่างกันที่วิธีปฏิบัติแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการฟื้นฟูสุขภาพ โดยเราสามารถผสมผสานศาสตร์ของทั้งสองอย่างควบคู่ด้วยกันได้

ทั้งนี้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีวิธีการดูแลสุขภาพที่มีต้นทุนไม่สูงนักและใช้สมุนไพรหรือพืชพรรณที่ไม่มีส่วนประกอบของยาจึงเป็นศาสตร์ทางเลือกของผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ และจะเป็นการดียิ่งขึ้นหากนักวิชาการสามารถพัฒนาและยกระดับการแพทย์แผนไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพของแม่และเด็กให้มีความก้าวหน้าและน่าเชื่อถือมากขึ้น

อ้างอิง

 

  1. “แพทย์ศาสตร์”. Wikipedia.org. 
  2. Thammasat Medical Journal. “การสร้างเสริมสุขภาพของมารดาและเด็ก: มุมมองจากศาสตร์ของ การแพทย์แผนไทยและศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน”. อาภารัศมี ณะมณ. January-March 2013.
  3. www.thastro.org (สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย). “การแพทย์แผนปัจจุบันการแพทย์แบบต่างๆ”.

disclaimer: บทความนี้ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ เลือก หรือไม่เลือก การแพทย์แผนใดแผนหนึ่ง มีจุดประสงค์เพื่อแบ่งปันเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเท่านั้น